เอกสารที่ต้องใช้ในการขอวีซ่า DTV

รายการเอกสารที่ระบุไว้บนเว็บไซต์ของสถานทูตไทยอาจดูไม่ละเอียดมาก เนื่องจากแต่ละสถานทูตสามารถกำหนดแนวทางและเงื่อนไขของตนเองได้(ทำให้ทางกระทรวงการต่างประเทศ ทำได้แค่กำหนดกรอบกว้างๆ แล้วให้อำนาจตัดสินใจในขั้นสุดท้าย กับสถานทูตแต่ละแห่งเอง)
ถึงแม้จะไม่มีรายละเอียดเรื่องการสมัครอย่างละเอียดเ การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ชัดเจน และเป็นระเบียบด้วยคำแนะนำของเรา จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับการอนุมัติวีซ่าได้อย่างมาก
ด้วยประสบการณ์ในการดูแลการยื่นขอวีซ่า DTV มาแล้วจำนวนมาก เราทราบดีว่าสถานทูตแต่ละแห่งให้ความสำคัญกับเอกสารใดเป็นพิเศษ
ต่อไป เราจะอธิบายรายละเอียดของเอกสารที่จำเป็นแต่ละรายการ
1. หนังสือเดินทาง

หนังสือเดินทางของคุณต้องมีอายุคงเหลืออย่างน้อย 6 เดือนในวันที่ยื่นขอวีซ่า หากอายุเหลือไม่ถึง ทางสถานทูตอาจจะไม่อนุมัติวีซ่า ของคุณทันที
อย่างไรก็ตาม เรามักจะแนะนำให้ลูกค้าตรวจสอบให้แน่ใจว่า หนังสือเดินทางเหลืออายุอย่างน้อย 1 ปี จะดีที่สุด
ถ้าในกรณีที่วีซ่า DTV ถูกระบุในหนังสือเดินทางที่กำลังจะหมดอายุเร็วๆนี้ เมื่อได้วีซ่า DTV อีกไม่นานคุณจะต้องไปสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อ “โอนย้ายวีซ่า” ไปยังเล่มใหม่ ซึ่งเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก
เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาและยุ่งยาก เราแนะนำให้ใช้หนังสือเดินทางที่มีอายุคงเหลือเพียงพออย่างน้อยสัก 2 ปีตั้งแต่แรก แบบนี้ก็ไม่ต้องมาดำเนินการโอนย้ายวีซ่าทีหลัง
และหากคุณมีมากกว่าหนึ่งสัญชาติ แนะนำให้ปรึกษาเราก่อน เพื่อช่วยดูว่าใช้พาสปอร์ตเล่มไหนจะมีโอกาสผ่าน DTV สูงกว่า
2. รูปถ่าย

รูปถ่ายที่ใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่าต้องถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน และต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดโดย องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยมีข้อกำหนดดังนี้
– ต้องเป็นภาพถ่ายหน้าตรง เห็นใบหน้าเต็มชัดเจน สามารถยิ้มเล็กน้อยได้ แต่ ห้ามเห็นฟัน
– พื้นหลังต้องเป็น สีขาวล้วน ไม่มีเงา แสงสะท้อน หรือแสงแฟลชบนใบหน้าหรือพื้นหลัง
– เส้นผมต้อง ไม่ปิดปลายคิ้วทั้งสองข้าง
– ห้าม ใส่คอนแทคเลนส์ หมวก ที่คาดผม หรือกิ๊บติดผมที่ไม่ใช่สีดำ
– กรณีสวมแว่นตา กรอบและเลนส์ต้องใส ไม่มีแสงสะท้อน ดวงตาทั้งสองข้างต้องมองเห็นได้ชัดเจน และไม่มีสิ่งใดบดบังดวงตา
3. เงินในบัญชีธนาคาร 5 แสนบาท
1.ข้อกำหนดเงินฝาก 500,000 บาท
- ต้องมีเงินฝากขั้นต่ำ 500,000 บาท (ประมาณ 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ / 14,500 ยูโร) อยู่ในบัญชี ออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวันเท่านั้น
ไม่รับ บัญชีธุรกิจ บัญชีหุ้น บัญชีหลักทรัพย์ หรือบัญชีคริปโทเคอร์เรนซี - ชื่อเจ้าของบัญชีต้อง ตรงกับชื่อในหนังสือเดินทาง

- วันที่แสดงยอดเงินต้องเป็นวันที่อยู่ภายใน 7 วันก่อนวันยื่นคำร้องขอวีซ่า
- เอกสารแสดงฐานะทางการเงินต้องเป็น เอกสารทางการจากธนาคาร และต้องจัดทำเป็นภาษาใดภาษาหนึ่งดังต่อไปนี้
– ภาษาไทย
– ภาษาอังกฤษ
– หรือภาษาท้องถิ่นของประเทศที่ยื่นคำร้อง (เช่น ภาษาญี่ปุ่น สำหรับการยื่นในประเทศญี่ปุ่น) - ห้ามใช้ ภาพหน้าจอจากโทรศัพท์มือถือ หรือภาพถ่ายหน้าจอใด ๆ
- กรณีใช้บัญชีของผู้สนับสนุน (เฉพาะบิดา มารดา หรือคู่สมรสเท่านั้น) ต้องแนบ
– หนังสือรับรองการเป็นผู้สนับสนุน (Sponsorship Letter) และ
– เอกสารแสดงความสัมพันธ์ เช่น สูติบัตร หรือทะเบียนสมรส
โปรดทราบว่า สถานเอกอัครราชทูตไทยแต่ละแห่งอาจกำหนดเอกสารทางการเงินเพิ่มเติมหรือแตกต่างจากที่ระบุไว้ข้างต้น
หากท่านเลือกใช้บริการช่วยเหลือด้านวีซ่าของเรา เราสามารถให้คำแนะนำล่วงหน้าเกี่ยวกับเอกสารเฉพาะที่สถานทูตที่ท่านยื่นคำร้องมีแนวโน้มจะขอเพิ่มเติม
2. การแปลเอกสารและการรับรองเอกสาร
หากท่านยื่นคำร้องขอวีซ่านอกประเทศบ้านเกิด เอกสารทางการเงินอาจต้องมี
– การแปลเป็นภาษาอังกฤษ และ
– การรับรองเอกสารโดยหน่วยงานราชการในประเทศบ้านเกิด
ข้อกำหนดเกี่ยวกับการรับรองเอกสาร (Notarization) แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
3. ข้อกำหนดประวัติรายการเดินบัญชีธนาคาร
ในช่วงแรกที่วีซ่า DTV เริ่มเปิดรับสมัคร ยังไม่มีข้อกำหนดชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนเดือนของรายการเดินบัญชีที่ต้องแสดงให้สถานทูตดู
ส่งผลให้มีผู้สมัครจำนวนมากใช้วิธียืมเงินจากผู้อื่นมาแสดงยอดให้ถึง 500,000 บาท และถอนเงินออกคืนทันที่ หลังจากได้รับอนุมัติวีซ่า
ปัจจุบัน สถานเอกอัครราชทูตหลายๆแห่งได้กำหนดข้อกำหนดเพิ่มเติม ดังนี้
– ต้องแสดง รายการเดินบัญชีอย่างน้อย 3 เดือน และในบางกรณีอาจต้องถึง 6 เดือน
ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตแต่ละแห่งมีหลักเกณฑ์ของตนเองเกี่ยวกับ
– ยอดเงินคงเหลือ ณ วันสิ้นงวด
– ยอดเงินเฉลี่ยในบัญชี
– วิธีการแปลงสกุลเงินต่างประเทศเป็นเงินบาทไทย
– ต้องแสดงที่มาที่ไปของรายได้ และเงินในบัญชี 5 แสนบาท ด้วยว่า มีรายได้มาจากที่ไหน มี่ที่มาที่ไปอย่างไร
โปรดติดต่อเราเพื่อให้เราตรวจสอบ ข้อกำหนดล่าสุดของสถานเอกอัครราชทูตที่ท่านยื่นคำร้อง ให้ได้อย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

4. เหตุผลที่สถานเอกอัครราชทูตเข้มงวดมากขึ้นในปัจจุบัน
ปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูตต้องการ หลักฐานทางการเงินที่น่าเชื่อถือมากขึ้น แม้ในกรณีสมัครภายใต้หมวด Soft Power (มวยไทย) ก็ยังต้องการความชัดเจนว่า
– เงินที่นำมาแสดง ไม่ได้มาจากการยืม
– ผู้ยื่นคำร้อง ไม่ได้ใช้หมวด Soft Power เพื่อเป็นช่องทางขอวีซ่าโดยไม่ตรงวัตถุประสงค์
ผู้สมัครที่เลือกหลักสูตรมวยไทยราคาต่ำมาก มักถูกขอเอกสารเพิ่มเติม เช่น
– เอกสารยื่นภาษี
– ประวัติการทำงานที่ผ่านมา
– รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 1 ปี โดยให้เน้นรายการเงินเดือน
แพ็กเกจ Soft Power ที่มีราคาต่ำผิดปกติถือเป็น สัญญาณเตือน (Red Flag) สำหรับสถานเอกอัครราชทูต ทำให้คำร้องในกลุ่มนี้ถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ
ในทางกลับกัน ผู้สมัครที่เลือกหลักสูตรระยะยาวจากยิมที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก และมีการแสดงถึงความตั้งใจจริงที่จะมาเรียนมวยไทย มักจะมีโอกาสถูกตรวจสอบหรือสงสัยน้อยกว่า
5. ก่อนเลือกสถานเอกอัครราชทูตที่จะยื่นขอวีซ่า
สถานเอกอัครราชทูตแต่ละแห่ง = กฎเกณฑ์ไม่เหมือนกัน
ก่อนตัดสินใจว่าจะยื่นคำร้องที่ใด
ขอแนะนำให้ ติดต่อเราเพื่อตรวจสอบข้อกำหนดทางการเงินล่าสุดของสถานเอกอัครราชทูตนั้น ๆ
หรือให้เราดูแล กระบวนการขอวีซ่าทั้งหมดให้ท่าน ด้วยค่าบริการที่เฉลี่ยแล้ว ต่ำกว่าราคากาแฟหนึ่งแก้วต่อเดือน (เมื่อคำนวณจากวีซ่าระยะเวลา 5 ปี)
4. เอกสารยืนยันที่อยู่
เหตุผลที่ต้องใช้เอกสารยืนยันสถานที่อยู่ปัจจุบันในการขอวีซ่า DTV
ตั้งแต่ต้นปี 2025 เป็นต้นมา วีซ่าทุกประเภทของไทย ต้องดำเนินการขอผ่านระบบออนไลน์ thaievisa.go.th ทั้งหมด
สถานทูตไทย จึงต้องขอเอกสาร แสดงตราประทับเข้าเมือง การจองโรงแรม หรือข้อมูลตำแหน่งจากโทรศัพท์
เพื่อยืนยันว่า
– ผู้ขอวีซ่า อยู่ภายใต้เขตอำนาจของสถานทูตที่ถูกต้อง และ
– อยู่ในประเทศนั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
หากขอวีซ่าจากประเทศไทย แต่แจ้งว่าอยู่ต่างประเทศ จะเกิดอะไรขึ้น?
1. คุณอาจจะคิดว่า คุณจะรอดจากระบบตรวจสอบของสถานทูต หรือเจ้าหน้าที่ตม ไปได้
– ซึ่งในอดีต สถานทูตอาจยังไม่ตรวจพบในทันที
– และจะมีเอเจนซี่สีเทา ชอบแนะนำให้ดำเนินการในลักษณะนี้
2. แต่ในความเป็นจริง ตอนนี้ระบบออนไลน์ เชื่อมโยงกันทั้งหมด และตรวจสอบได้ง่ายมาก
– ระบบ Thai E-Visa, Immigration และ TDAC เชื่อมต่อถึงกันโดยสมบูรณ์
– เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าผู้ขอวีซ่า ยังไม่ได้ออกจากประเทศไทย
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ
– คำร้องขอวีซ่าถูก ปฏิเสธ และ
– ผู้ขอวีซ่าอาจถูก ขึ้นบัญชีห้ามสมัครวีซ่าอีก (Blacklist) โช
นอกจากนี้ : ยังมีการเรียกให้ผู้ขอวีซ่า เข้าไปสัมภาษณ์ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่มีข้อสงสัย สถานทูตอาจเรียกให้แสดง หนังสือเดินทางตัวจริง หากทางสถานทูตไม่พบตราประทับเข้าเมืองก่อนวันที่ยื่นคำร้อง วีซ่าจะถูกปฏิเสธทันที และอาจเผชิญห้ามขอวีซ่า อีกในอนาคตได้
วิธีที่ถูกต้องในการขอวีซ่า DTV
1. เดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย
– ออกจากประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
– มีหลักฐานสถานที่อยู่ปัจจุบันที่ชัดเจน
– เป็นไปตามเขตอำนาจของสถานทูต แ
2. เดินทางกลับประเทศบ้านเกิด
– เป็นวิธีที่โปร่งใสและปลอดภัยที่สุด
– โดยทั่วไป โอกาสได้รับอนุมัติในประเทศบ้านเกิดจะง่ายกว่าการยื่นในประเทศเพื่อนบ้านของไทย
3. ยื่นขอวีซ่าจากประเทศบ้านเกิดก่อนเดินทาง
– เป็นวิธีที่ ปลอดภัย ประหยัด และง่ายที่สุด
– เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการขอวีซ่า DTV ระยะเวลา 5 ปี โดยมีความเสี่ยงต่ำ
เอกสารยืนยันสถานที่อยู่ปัจจุบัน
(สำหรับผู้ขอวีซ่าที่สมัครจากประเทศบ้านเกิด)
– ใบขับขี่
– ใบแจ้งค่าสาธารณูปโภคในชื่อตนเอง เช่น
– ค่าโทรศัพท์
– ค่าก๊าซ
– ค่าอินเทอร์เน็ต
(ต้องระบุที่อยู่ และชื่อผู้ถือเอกสารตรงกับชื่อในหนังสือเดินทาง)

เอกสารยืนยันสถานที่อยู่ปัจจุบันสำหรับผู้ขอวีซ่าที่สมัครนอกประเทศบ้านเกิด
– หลักฐานการจองที่พักหรือหลักฐานการชำระเงินค่าที่พัก
– ตั๋วเครื่องบิน
– ตราประทับเข้าเมือง (Entry Stamp)
โปรดทราบ: สถานทูตไทยแต่ละแห่งอาจกำหนดประเภทของเอกสารยืนยันสถานที่อยู่ปัจจุบันแตกต่างกันไป
ตัวอย่างเช่น สถานทูตบางแห่ง ไม่รับ ตราประทับเข้าเมืองเพียงอย่างเดียว หรือไม่รับหลักฐานการจองโรงแรม สำหรับผู้ขอวีซ่าที่ ไม่ได้มีถิ่นพำนักหรือสถานะผู้พำนักอย่างถูกกฎหมายในประเทศนั้น
ดังนั้น ขอแนะนำให้ท่าน ตรวจสอบข้อกำหนดเฉพาะของสถานทูตที่ท่านยื่นคำร้องให้ชัดเจนก่อนชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า
หรือสามารถเลือกใช้ บริการช่วยเหลือด้านวีซ่าของเรา เพื่อให้เราดูแลและให้คำแนะนำได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น
5. เอกสารชี้แจงเหตุผลที่ต้องการได้วีซ่า DTV

ในการยื่นขอวีซ่า DTV ผู้ขอวีซ่าจะต้องเลือก วัตถุประสงค์ในการเดินทางเข้าไทย อย่างใดอย่างหนึ่ง จาก 3 ประเภทต่อไปนี้
– Workcation / Freelance / Digital Nomad
– Soft Power (มวยไทย / โรงเรียนสอนทำอาหาร / การรักษาพยาบาล)
– คู่สมรสและบุตร
ผู้ขอวีซ่าจำเป็นต้องยื่น เอกสารประกอบที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่เลือก เพื่อใช้ในการพิจารณาการอนุมัติวีซ่า DTV
ทำงานระยะไกล / ฟรีแลนซ์ / Digital Nomad
หากยื่นขอวีซ่า DTV ภายใต้หมวด Workcation / Freelance / Digital Nomad คุณจำเป็นต้องอธิบายให้สถานเอกอัครราชทูตเข้าใจอย่างชัดเจนในประเด็นต่อไปนี้
– ลักษณะงานที่คุณวางแผนจะทำขณะ อาศัยอยู่ในประเทศไทย
– รายได้ที่คุณคาดว่าจะได้รับ
– หลักฐานที่แสดงว่าคุณสามารถปฏิบัติงานดังกล่าว ในรูปแบบออนไลน์ได้จริง
คุณควรสามารถอธิบายข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที เสมือนเป็นการอธิบายให้บุคคลที่เพิ่งรู้จักกันเป็นครั้งแรกฟัง(เจ้าหน้าที่มีเวลาอ่านน้อยมาก)
โอกาสในการได้รับอนุมัติวีซ่าจะ ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ของเอกสารเป็นหลัก
หากคุณสามารถแสดงหลักฐานที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ เช่น
– การทำงานกับบริษัทออนไลน์ที่มีชื่อเสียง
– สัญญาจ้างงานระยะไกลที่ถูกต้อง
– หลักฐานรายได้ที่ชัดเจน เช่น เอกสารภาษี หรือรายการเดินบัญชีที่แสดงรายได้ประมาณ 70,000 บาทต่อเดือน
โอกาสได้รับอนุมัติจะ สูงกว่ามาก เมื่อเทียบกับกรณีที่แสดงรายได้ที่ไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้ หรือไม่มีประวัติในการเสียภาษี
ความยากอีกอย่างสำหรับผู้ขอวีซ่าหมวด Workcation
การยื่นขอวีซ่าในหมวด Workcation อาจมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เนื่องจาก
สถานทูตแต่ละแห่งกำหนดเงื่อนไขของเอกสารไม่เท่ากัน
ตัวอย่างเช่น แม้คุณจะทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ให้กับบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Facebook
สถานทูตบางแห่งอาจขอเอกสารที่แปลกเป็นพิเศษ เช่น
– หนังสือรับรองที่ลงนามโดยผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
– สำเนาหนังสือเดินทางหรือบัตรประจำตัวของ CEO
– รายงานประจำปีของบริษัท (ประวัติองค์กร พันธกิจ การวิเคราะห์คู่แข่ง ฯลฯ)
แม้ข้อกำหนดเหล่านี้จะดูเว่อ แต่สะท้อนให้เห็นว่า
สถานทูตบางแห่งตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด และต้องการเอกสารเยอะมากๆ
ความซับซ้อนเมื่อยื่นขอวีซ่าจากประเทศที่ไม่ใช่ประเทศบ้านเกิด
การยื่นขอวีซ่านอกประเทศบ้านเกิดอาจเพิ่มภาระให้กับคุณ
ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นชาวสเปนแต่เลือกยื่นคำร้องในประเทศเวียดนาม
คุณอาจต้อง
– แปลเอกสารทั้งหมดจากภาษาสเปนเป็นภาษาอังกฤษ
– จ้างทนายความเพื่อรับรองเอกสาร (Notarization)
นอกจากนี้ สถานทูตในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศบ้านเกิดมัก
– ขอหลักฐานสถานที่อยู่ที่เข้มงวดกว่า
– กำหนดเอกสารมากกว่า
ซึ่งทำให้กระบวนการ มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและใช้เวลานานขึ้น
เอกสารแนะนำสำหรับการขอวีซ่า DTV หมวด Workcation
(อ้างอิงจากประสบการณ์โดยตรงของ FITFAC)
1. หนังสือแนะนำตัว (Introduction Letter)
– แนะนำตนเอง ระบุชื่อ อายุ ประวัติการศึกษา อาชีพปัจจุบัน รายได้ต่อปี
– เหตุผลที่เลือกประเทศไทยสำหรับการทำงานระยะยาวแบบออนไลน์
– แนบเอกสารสนับสนุน เช่น ใบรับรอง หรือผลงาน (Portfolio)
2. เอกสารด้านการศึกษา
– วุฒิการศึกษา หรือประกาศนียบัตร
3. หลักฐานการทำงาน
– เอกสารรับรองการทำงาน
– โปรไฟล์ LinkedIn ประวัติย่อ (Resume) หรือบันทึกการทำงาน
– หนังสือจากนายจ้างที่อนุญาตให้ทำงานจากระยะไกลได้จากทุกประเทศ
4. หลักฐานรายได้
– สลิปเงินเดือน หรือเอกสารรับรองรายได้อย่างเป็นทางการ
5. เอกสารทางภาษี
– แบบยื่นภาษีล่าสุด หรือเอกสารขอคืนภาษี
6. กรณีเป็นฟรีแลนซ์
– ภาพหน้าจอแสดงรายได้จากแพลตฟอร์มที่ใช้งาน
– ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมา รวบรวมเป็นไฟล์ PDF สำหรับยื่น
หากคุณมั่นใจว่าเอกสารของคุณ มีความสมบูรณ์เพียงพอ และไม่ต้องการสมัครภายใต้หมวดมวยไทย
คุณสามารถเลือกใช้ บริการช่วยเหลือด้านวีซ่าของเรา
เราจะ
– ตรวจสอบและปรับปรุงเอกสาร
– ยื่นคำร้องแทนคุณ
– และ คืนค่าบริการ 100% หากวีซ่าถูกปฏิเสธ
Softpower (มวยไทย / เรียนทำอาหารไทย / การรักษาพยาบาล)
นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาประเทศไทยเพื่อเพลิดเพลินกับ อาหาร ชายหาด และมวยไทย — ไม่ได้เดินทางมาเพื่อทำงาน
ดังนั้น ผู้เดินทางบางรายอาจ ไม่มีเอกสารด้านการทำงานที่เพียงพอ สำหรับการขอวีซ่า DTV หมวด Workcation
ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงได้จัดทำทางเลือกอีกหนึ่งรูปแบบขึ้นมา คือ วีซ่า DTV หมวด Soft Power

การผสาน วีซ่า DTV เข้ากับการสมัครเรียน มวยไทย มีเป้าหมายเพื่อ
– ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังใช้จ่ายสูง
– กระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวระยะยาว
– ส่งเสริม มวยไทย ซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติของไทยสู่เวทีโลก
ดังนั้น หากคุณต้องการวีซ่า DTV ระยะเวลา 5 ปี แต่ไม่มีเอกสารที่เข้าเกณฑ์ Workcation
การสมัครเรียน มวยไทย ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้คุณ มีคุณสมบัติยื่นขอวีซ่า DTV ได้
เอกสารมวยไทยที่ใช้สำหรับการขอวีซ่า DTV
คุณต้องสมัครเรียนกับ ค่ายมวยไทยที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ
โดยการรับรองอย่างเป็นทางการมี 2 ประเภท ได้แก่
– กระทรวงศึกษาธิการ (FITFAC ได้รับการรับรอง)
– คณะกรรมการกีฬามวย (Board of Boxing Sport) (FITFAC ได้รับการรับรองเช่นกัน)
ค่ายมวยที่มีชื่อเสียงและได้รับการรับรองครบถ้วน เช่น
– FITFAC (กรุงเทพฯ)
– Fairtex (พัทยา)
– Tiger Muay Thai (ภูเก็ต)
ล้วนถือการรับรองจากทั้งสองหน่วยงาน
ระยะเวลาหลักสูตรมวยไทยมีผลต่อโอกาสอนุมัติวีซ่า
จากประสบการณ์ของเรา
– หลักสูตร 1 เดือน
มีโอกาสถูกปฏิเสธวีซ่า DTV ระยะ 5 ปี เกือบทั้งหมด (ประมาณ 99%)
– หลักสูตร 6 เดือน
บางกรณีสถานทูตอาจออกวีซ่าประเภทอื่นแทน เช่น
วีซ่าท่องเที่ยวหลายครั้ง (METV) ระยะ 6 เดือน
ซึ่งถือว่า สอดคล้องกับระยะเวลาหลักสูตร
– หลักสูตร 9 เดือน
เป็นตัวเลือกที่ ปลอดภัยที่สุด
ระยะเวลานี้ช่วยให้คำร้องของคุณแตกต่างจากกลุ่ม “DTV สายวีซ่ามิลล์”
ที่มักสมัครด้วยหลักสูตรเพียง 3–6 เดือน
สรุปเอกสารที่ควรมีสำหรับการยื่นขอวีซ่า DTV อย่างปลอดภัย
เอกสารหลักที่จำเป็น
– หนังสือรับรองสถาบันสอนมวยไทย
– ใบรับรองมาตรฐานค่ายมวยไทย
– หนังสือรับรองการจดทะเบียนธุรกิจของค่าย
– หนังสือตอบรับการเข้าเรียน (ยิ่งหลักสูตรยาว โอกาสยิ่งดี)
– ใบแจ้งหนี้หรือหลักฐานการชำระเงิน
– สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของค่ายชาวไทย
(ข้อมูลต้องตรงกับเอกสารรับรองทุกฉบับ)
เอกสารเพิ่มเติม (บางสถานทูตอาจร้องขอ)
– แผนการฝึกซ้อม (บางสถานทูตกำหนดให้ต้องมี)
– รูปถ่ายประสบการณ์การฝึกมวยไทยที่ผ่านมา
– หนังสือยืนยันจากคณะกรรมการกีฬามวยถึงสถานกงสุล
(มีการร้องขอเป็นครั้งคราว)
– รูปถ่ายค่ายมวย
เอกสารในหมวดนี้มีที่ต้องส่งให้สถานทูต ค่อนข้างเยอะมาก
เอเจนซี่บางรายอาจอ้างว่าสามารถยื่นได้ง่าย ใช้เอกสารน้อย แต่จากประสบการณ์ของเรา กระบวนการพิจารณาเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ
ในเรื่องของการขอวีซ่า การยื่นเอกสารประกอบให้ครบถ้วนและสมบูรณ์ ย่อมดีกว่ายื่นน้อยเกินไป
เพราะหากเอกสารไม่ดีพอ คุณอาจถูกขอเอกสารเพิ่มเติม และต้องรอผลนานขึ้นโดยไม่จำเป็น
คู่สมรสและบุตร
การพาคู่สมรสหรือผู้ติดตามภายใต้วีซ่า DTV
วีซ่า DTV เปิดโอกาสให้ผู้ขอวีซ่าสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยระยะยาวได้ ไม่ว่าจะผ่านกิจกรรม Soft Power เช่น การฝึกมวยไทย หรือผ่านหมวด Workcation
ผู้ขอวีซ่าจำนวนมากต้องการพาคู่สมรสหรือผู้ติดตามมาด้วย และข่าวดีคือ วีซ่า DTV เปิดให้สมาชิกครอบครัวใกล้ชิดสามารถเดินทางมาพร้อมผู้ขอวีซ่าหลักได้
ใครบ้างที่ถือเป็นผู้ติดตาม (Dependent)
ตามแนวทางของวีซ่า DTV สมาชิกครอบครัวที่สามารถยื่นเป็นผู้ติดตามได้ ได้แก่
– คู่สมรส (จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย)
– บุตรอายุต่ำกว่า 20 ปี
ผู้ติดตามแต่ละคนต้องยื่นคำร้อง แยกกันเป็นรายบุคคล
แต่คำร้องจะถูกเชื่อมโยงกับผู้ขอวีซ่า DTV หลัก
เอกสารที่คู่สมรสหรือผู้ติดตามต้องใช้
เพื่อประกอบการยื่นขอวีซ่า DTV คู่สมรสและผู้ติดตามต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้
1. หลักฐานแสดงความสัมพันธ์
– ทะเบียนสมรส (กรณีคู่สมรส)
– สูติบัตร (กรณีบุตร)
เอกสารเหล่านี้อาจต้องผ่านการ รับรองเอกสารหรือโนตารี ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของสถานเอกอัครราชทูตที่ยื่นคำร้อง
2. หลักฐานทางการเงิน
แม้ว่าผู้ติดตาม ไม่จำเป็นต้องแสดงเอกสารการทำงาน
แต่สถานทูตบางแห่งอาจขอ
– รายการเดินบัญชีของผู้ขอวีซ่า DTV หลัก หรือ
– หลักฐานทางการเงินของครอบครัว
เพื่อแสดงว่าครอบครัวสามารถดูแลค่าใช้จ่ายระหว่างการอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้
3. เอกสารประกอบของผู้ขอวีซ่า DTV หลัก
ผู้ติดตามต้องแนบสำเนาเอกสารของผู้ขอวีซ่า DTV หลัก เช่น
– หลักฐานการสมัครเรียนมวยไทย หรือคุณสมบัติหมวด Workcation
– หนังสือรับรองการอนุมัติวีซ่า DTV
– หลักฐานการชำระเงิน
– หนังสือรับรองจากค่ายมวย หรือจากนายจ้าง (หากเกี่ยวข้อง)
เอกสารชุดนี้ใช้เพื่อยืนยันว่า ผู้ติดตามมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ถือวีซ่า DTV หลัก
ข้อควรทราบเกี่ยวกับโอกาสในการอนุมัติ
เช่นเดียวกับผู้ขอวีซ่าหลัก
ผู้ติดตามจำเป็นต้องยื่นเอกสารที่ ชัดเจน ครบถ้วน และมีความสมบูรณ์
เอกสารความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนหรือไม่ครบถ้วน
มักเป็นสาเหตุของความล่าช้าในการพิจารณา
จากประสบการณ์ของเรา
– ทะเบียนสมรสต้องเป็นเอกสารทางการ และแปลอย่างถูกต้อง
– เอกสารของบุตรต้องแสดงความสัมพันธ์บิดามารดาอย่างชัดเจน
– เอกสารเพิ่มเติม เช่น รูปถ่ายครอบครัว หรือทะเบียนบ้าน
สามารถช่วยสนับสนุนคำร้องในกรณีที่ข้อมูลไม่ชัดเจน
สำหรับผู้ติดตาม
การเตรียมเอกสารให้มากและครบถ้วน ย่อมดีกว่ายื่นเอกสารน้อยเกินไป
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกขอเอกสารเพิ่มเติม และลดระยะเวลารอพิจารณาจากสถานทูต
ขั้นตอนต่อไป
หากคุณคิดว่าพร้อมแล้วสำหรับการยื่นขอวีซ่า DTV เราขอเชิญคุณไปยังหัวข้อถัดไป: ขั้นตอนการขอวีซ่า DTV กับ FITFAC
โปรดทราบว่า ข้อกำหนดต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และข้อมูลบนเว็บไซต์นี้อาจไม่เป็นปัจจุบันครบถ้วนในทุกช่วงเวลา
ก่อนดำเนินการยื่นคำร้องขอวีซ่า DTV
ขอแนะนำให้คุณ ติดต่อเราโดยตรง เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด
สุดท้ายนี้ ไม่ควรใช้ข้อมูลจาก ChatGPT เป็นแหล่งอ้างอิงในการยื่นขอวีซ่า
เนื่องจากข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน และการยื่นเอกสารไม่ถูกต้องอาจส่งผลให้คำร้องขอวีซ่าของคุณถูกปฏิเสธได้